:  Home  :  Trips  :  Gallery  :  Webboard  :  Contact  :  
....เลาะเลี้ยวระหว่างทาง ละเลียดหมอก หยอกล้อแสงแดด ปาย-ปางอุ๋ง-แม่ฮ่องสอน
   เลาะเลี้ยวระหว่างทาง ละเลียดหมอก หยอกล้อแสงแดด ปาย-ปางอุ๋ง-แม่ฮ่องสอน

   “อ.ปาย” จ.แม่ฮ่องสอน ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองในหมอกกลางหุบเขาอันสุดแสนโรแมนติก เป็นเมืองในฝันที่นักท่องเที่ยวหลายๆคนอยากไปสัมผัส การเดินทางสู่ “ปาย” ต้องผ่านเส้นทางคดเคี้ยวหลายพันโค้งใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงถ้าขับรถไปเอง แต่ถ้าอยากสัมผัสวิถีชีวิตแบบนักเดินทางเต็มตัวแนะนำให้ใช้บริการรถทัวร์สีส้มคันน้อย ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แต่ตอนนี้คนที่เมารถคงดีใจกันได้ เพราะมีการเปิดเส้นทางการบินจากเชียงใหม่สู่ “ปาย” เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อเมืองเล็กๆเมืองนี้กันแน่

   มีหลายคนชอบตั้งคำถามว่า “ไปทำอะไรกันที่ปาย?” นั่นสิ!! บางคนบอกว่า “ไปเปลี่ยนที่นอน ชมวิวไปเรื่อยเปื่อย ไปเที่ยวกับเพื่อน เก็บไมล์การเดินทางว่าเคยมาที่นี่แล้ว มาดูว่าเป็นเหมือนที่เล่าลือกันหรือไม่ หรืออื่นๆอีกมากมาย” สำหรับฉันแล้วการมา ”ปาย” ครั้งแรกคือการได้เห็นรูปจากหนังสือเล่มหนึ่ง นั่นคือจุดเริ่มต้นให้ฉันเดินทางมาที่นี่ปีแล้วปีเล่า แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่ามา “ปาย” ทำไม บอกได้คำเดียวว่า “หลงรักตั้งแต่ได้ยินชื่อ” “ปาย” คำสั้นๆแต่มีความหมายสุดจะพรรณนา…


   อ่านกันมาตั้งนานคงอยากรู้แล้วสิว่าที่ “ปาย” มีอะไรเที่ยวบ้าง คราวนี้ฉันไม่ได้ไปเที่ยว “ปาย” อย่างเดียว แต่จะพาลัดเลาะสู่เมืองโรแมนติกในสายหมอกแห่งนี้ จาก อ.ปาย ไป “ปางอุ๋ง” ซึ่งตอนนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับ 1 ที่นักท่องเที่ยวอยากไปเยือนมากที่สุดในการจัดอันดับของนักท่องเว็ปไซต์ ที่ 2 ก็ “ปาย” นั่นเอง แล้วปิดท้ายกันที่ “อ.เมืองแม่ฮ่องสอน”

กิจกรรมที่ใน “ปาย” มีให้เลือกทำหลายอย่าง สำหรับคนที่ชอบผจญภัยการล่องแพแม่น้ำปายก็เป็นกิจกรรมที่ท้าทาย ซึ่งสามารถซื้อทัวร์ได้ในเมืองปาย มีทั้งแบบวันเดียวหรือตั้งแค้มป์ค้างคืนในป่า หรือใครที่จะเที่ยวแบบกางแผนที่แล้วไปเที่ยวสถานที่ขึ้นชื่อของ “ปาย” ก็ได้ เพียงแต่การเดินทางอย่างนี้มอเตอร์ไซค์จะสะดวกมาก ซึ่งฉันและเพื่อนๆก็ทำวิธีนี้ เพราะเป็นโรคกลัวน้ำ ได้มอร์เตอร์ไซค์คู่ชีพแล้วเราก็ตระเวนหาที่พัก แม้ว่า “ปาย” จะเป็นเมืองเล็กๆแต่เรื่องที่พักไม่ต้องห่วงมีให้เลือกมากมาย ราคาตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ซึ่งถ้าเป็นแต่ก่อนอาจจะเริ่มต้นที่หลักสิบเสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ “ปาย” กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มตัวไปเสียแล้ว ทำให้นักธุรกิจที่หวังกำไรจนเกินพอดีเข้าไปกอบโกยกันแบบเป็นล่ำเป็นสัน ฉันและเพื่อนเลือกที่พักที่ห่างจากตลาดไปหน่อย เพื่อจะได้ซึมซับความเป็น “ปาย” ได้แบบเต็มๆ เพราะตอนนี้ตลาด “ปาย” ดูเผินๆนึกว่าเดินอยู่ถนนข้าวสาร ยังดีที่มีชาวเขาแบบแท้ๆนั่งขายของพื้นเมืองทำให้หลงเหลือเสน่ห์ของเมืองเหนืออยู่บ้าง แต่นี่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของเมืองในหมอกแห่งนี้หรอก “ปายน้ำ ปลายดอย” เกสเฮ้าส์เล็กๆขนาดแค่ 4 หลัง ห้องน้ำรวม ราคาแค่ 250 บาท คือที่พักของฉันและเพื่อนๆ ถึงแม้จะไม่สะดวกสบายมากนักแต่บรรยากาศโดยรอบขอบอกว่าสวยงามจริงๆ




   สถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดไปเยือนที่แรก “น้ำพุร้อนท่าปาย” อยู่ห่างจากตลาดประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่เป็นแบบลำธารไหลกันมาเป็นสาย และสามารถเข้าไปกางเต้นท์นอนได้ หรือจะลองต้มไข่อย่างที่น้ำพุร้อนอื่นๆมีให้บริการกัน(เป็นบ่อแยกจากลำธาร) แต่แปลกปกติต้มไข่แล้วไข่ขาวจะสุกก่อน สำหรับที่นี่เมื่อแกะไข่ออกมาปรากฏว่าไข่ขาวเละแต่ไข่แดงสุกก่อน ใครได้ไปก็ลองดูว่าจะจริงเหมือนฉันบอกหรือไม่ ส่วนใครอยากแช่น้ำพุร้อนแบบสบายหน่อย แนะนำนี่เลยบ่อน้ำพุร้อนที่ “ท่าปาย สปาแคมป์ปิ้ง” อยู่ก่อนถึงบ่อน้ำพุร้อนนั่นแหละ เสียเงินเพียง 50 บาท แช่ได้ทั้งวัน เป็นบ่อแบบโอเพ่นแอร์ แต่ต้องดูช่วงเวลาดีๆนะเพราะเป็นอ่างแบบรวมน่ะ คนมาใช้บริการเยอะเหมือนกัน
   เย็นๆถ้าใครอยากชมพระอาทิตย์ตกดินและวิวเมืองปายแบบพานอรามา แนะนำให้ขึ้นไปที่ “วัดแม่เย็น” จะมีจุดชมวิวให้ได้ถ่ายรูปกัน แถมยังได้ไปสักการะพระธาตุแม่เย็นกันด้วย แล้วอย่าลืมแวะไปไหว้พระนอนที่อยู่โบสถ์ตรงข้ามกันด้วยนะ เป็นพระนอนองค์ใหญ่มาก หรือใครอยากจะขี่ช้างก็มีบริการกัน ปางช้างจะอยู่ระหว่างเส้นทางไปบ่อน้ำพุร้อน มีให้เลือกหลายที่เหมือนกัน

   “วัดน้ำฮู” เป็นวัดที่เชื่อกันว่าพระนเรศวรสร้างเป็นอนุสรณ์ให้กับพระพี่นางสุพรรณกัลยา ซึ่งที่นี่มีอนุสาวรีย์ของทั้งพระเนศวร พระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยาให้สักการะบูชาด้วย และที่พลาดชมไม่ได้คือพระอุ่นเมืองที่บนเศียรจะมีน้ำไหลออกมาตลอดเวลา แต่ปัจจุบันเราจะได้ชมกันจากวีดีโอที่ทางวัดเปิดให้ชมเท่านั้น แต่ก็ยังมีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลานะ เพราะน้ำที่ไหลออกมาทางวัดก็นำมาใส่ถัง เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวใส่ถุงนำกลับไปบูชาที่บ้าน

   ขี่รถเลยไปอีกหน่อยจะพบกับ"หมู่บ้านจีนยูนาน" ที่นี่จะมีอาหารจีนยูนานให้ได้ลองลิ้มกันด้วย อาหารขึ้นชื่อคือ “ขาหมู-หมั่นโถ” รับประกันอร่อยจริงๆขาใหญ่มากกินกันได้หลายคนเลย อิ่มแล้วก็เดินย่อยกันได้ มีบ้านดินขายชานานาชนิดให้เลือกซื้อเป็นของฝากด้วย แล้วยังมีชิงช้าแบบชาวเขาให้ได้ลองเล่นกันด้วย อันนี้น่าจะเสียวเพราะสูงทีเดียว หรือจะขี่รถขึ้นไปในหมู่บ้านข้างในก็จะมี “น้ำตกหมอแปลง” ให้ได้แวะพักผ่อนกันอีกนะ แต่น้ำตกเนี่ยพยายามไปแล้วแต่หลงเข้าป่าไปซะก่อนเลยไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ฟังจากเพื่อนที่ไปมาบอกว่าน้ำไม่ค่อยเยอะเท่าไรนะ
   จากนั้นตอนเย็นก็เข้าไปหาเดินเล่นกันในตลาดเมืองปาย ซึ่งถ้าใครอยากสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวบ้านของ “ปาย” จริงๆต้องไปเดินในตลาดตอนเย็นซึ่งจะตั้งกันตั้งแต่เวลาประมาณบ่าย 3 อยู่ตรงทางไปเทศบาลเมืองปาย พอใกล้พลบค่ำก็มาเดินเที่ยวกันในตลาดที่จะปิดเป็นถนนทุกคืนวันเสาร์ก็จะมีสินค้าหลากหลายให้เลือกช็อปปิ้ง เหนื่อยนักก็จะมีร้านกาแฟเก๋ๆเป็นรถโฟล์กให้นั่งจิบแก้เหนื่อย หรือจะแวะไปนักเขียนโปสการ์ดในร้านขายของที่ระลึกยอดฮิต ซึ่งการเขียนโปสการ์ดนี่เรียกว่ากลายเป็นวัฒนธรรมของที่นี่ไปแล้ว เพราะใครที่ไป “ปาย” ทุกคนต้องเขียนโปสการ์ดกลับมาหาเพื่อนๆ ก็ดีนะถ้าสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งมีร้านโปสการ์ดแบบนี้ เพราะเป็นการเก็บความทรงจำอีกอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยว


 



   สายหมอกลอยเอื่อยๆยามเช้ากับอากาศค่อนข้างหนาวเหน็บ ทำให้เราอยากจะนอนห่มผ้าอุ่นๆอยู่บนที่นอนเท่านั้น แต่เช้านี้คงจะไม่ได้เพราะพวกเรามีนัดกันว่าจะไป “ปางอุ๋ง” ซึ่งอยู่ห่างจากปายร่วมร้อยกิโลแต่ถ้าเราออกเดินทางกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างก็อาจจะไปทันชมความงามยามเช้าที่ “ปางอุ๋ง” ซึ่งเราต้องใช้เวลาเดินทางกันประมาณ 2-3 ชั่วโมง เรานัดกันตั้งแต่ตีห้ากว่า ซึ่งแต่ละคนจะสะบัดความหนาวตื่นมาได้ก็กินเวลาไปมาก เราเช่ารถปิกอัพสองตอนนั่งได้ 5 คนพอดีพร้อมคนขับราคา 2500 บาทรวมค่าน้ำมันด้วยจะแวะที่ไหนก็ได้ ซึ่งจุดมุ่งหมายในวันนี้ของเราคือ “ปางอุ๋ง” และจะไปนอนค้างกันที่ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน
   เส้นทางที่พวกเราเดินทางก็คดเคี้ยวพอๆกับขามาจากเชียงใหม่นั่นแหละ แต่เช้าๆอย่างนี้หมอกหนาเหลือเกินแถมฟ้าก็ยังมืดอยู่ด้วย แต่พวกเราก็ไว้ใจคนขับซึ่งพี่เขาบอกว่าชำนาญทาง พวกเราพอขึ้นรถก็หลับอย่างเดียวเลย จนพี่เขาจอดให้ดูทะเลหมอกตรงจุดชมวิวระหว่างทางนั่นแหละ พวกเราก็มึนๆลงมาแชะรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อย จากนั้นก็มาถึง “ถ้ำปลา” เวลานี้ก็เช้าแล้วล่ะพระอาทิตย์ส่องแสงอ่อนๆตัดสายหมอก เราแวะเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์กันก่อนเดินทางต่อ ซึ่งทางไปปางอุ๋งเนี่ยต้องมองป้ายกันดีๆเพราะอาจจะขับรถเลยไปได้ กว่าพวกเราจะไปถึง “ปางอุ๋ง” ก็เกือบสิบโมงแล้ว พวกเราจึงไม่ได้เห็นหมอกละเลียดน้ำยามเช้าตรู่ก็เสียดายกันไป แต่แค่ได้เห็นอ่างเก็บน้ำสีเขียวมรกตกับต้นสนที่เรียงรายสะท้อนน้ำก็คุ้มแล้ว พวกเราเริ่งร่าท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆพร้อมเสียงรัวชัตเตอร์กันอย่างสนุกสนาน ให้คุ้มกับหนทางขึ้นเขาคดเคี้ยวที่ฝ่าฟันกันมา หลายคนคงอยากรู้ว่า “ปางอุ๋ง” คืออะไร? “ปางอุ๋ง” อยู่ในหมู่บ้านรวมไทย เป็นหมู่บ้านโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ในพระบรมราชินูปถัมป์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ลักษณะพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นแนวสนที่ปลูกเรียงรายอย่างกลมกลืน ยามพระอาทิตย์ขึ้นจะสะท้อนผืนน้ำเป็นลำแสงสีทองผ่านแนวสนเขียวขจี งดงามจนถือได้ว่าเป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในเมืองไทย" เราก็คิดว่าโอกาสหน้าคงต้องกลับมาแก้ตัวนอนค้างที่ “ปางอุ๋ง” สักคืนให้ได้ เพราะเขาว่าอากาศยามเช้าของที่นี่สวยงามนักแล ถ่ายรูปกันหน่ำใจแล้ว เราก็ย้ายตัวเองไปเที่ยวกันต่อที่หมู่บ้านจีนยูนาน ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งขายชาเยอะมาก พวกเราก็ชิมชากันหลากหลายยี่ห้อ อร่อยๆทั้งนั้น ได้ชาติดมือกลับบ้านกันเป็นแถว

   จากนั้นแวะ “ภูโคลน” ซึ่งเป็นทางผ่าน ที่นี่จะมีบริการมาร์กหน้าด้วยโคลนสนนราคา 60 บาท เราก็ลองกันด้วย หรือใครจะพอกทั้งตัวก็มีให้บริการ แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่เมืองแม่ฮ่องสอน เราจองที่พักไว้ 1 คืน ที่ “บ้านแก้ว” เมื่อถึงที่พักเราก็หาเช่ามอเตอร์ไซค์เพื่อขี่ชมเมืองกัน แต่มอเตอร์ไซค์ที่นี่แพงกว่าที่ปายเท่าตัวนึง 1 วันราคาคันละ 200 บาท เราก็ต่อเหลือ 180บาท ซึ่งก็ถือว่าแพงอยู่แต่ก็ต้องเอาแล้ว เราก็ถามร้านเช่าว่าทำไมแพงจัง พี่เขาก็บอกว่าแม่ฮ่องสอนเป็นทางผ่านมากกว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวเหมือนปาย ทำให้การหมุนเวียนในการเช่ามอเตอร์ไซค์น้อยไม่เหมือนปายที่มี นักท่องเที่ยวเช่าทุกวันทำให้ราคาถูกกว่า เราเลยถึงบางอ้อ….จุดมุ่งหมายแรกของเราก็คือ “วัดพระธาตุดอยกองมู” ซึ่งอยู่บนเขาพวกเราก็ค่อยๆบึ่งมอเตอร์ไซค์คู่ใจกันไป พวกเราไปถึงก็ค่อนข้างเย็นแล้วจึงได้เห็นบรรยากาศทั้งยามเย็นและยามค่ำคืนของพระธาตุดอยกองมู นี่ก็เป็นครั้งที่ 2 ของเราที่ได้มาเยือนที่แห่งนี้ ตอนนั้นมาในตอนบ่ายๆพระธาตุยังขาวสวย แต่พอตอนค่ำแล้วมีไฟประดับที่พระธาตุก็ยิ่งสวยไปอีกแบบ ที่นี่จะเห็นวิวทั้งเมืองแม่ฮ่องสอนเลยทีเดียว

   อิ่มเอมกับบุญมาพอสมควรแล้วเราก็ไปเดินช็อปปิ้งกัน เป็นถนนคนเดินของเมืองแม่ฮ่องสอนจะขายของกันริมหนองจองคำ ซึ่งมี “วัดหนองจองคำ-จองกลาง” เป็นฉากหลังด้วย สินค้าที่ขายก็มีทั้งแบบพื้นเมืองกระเป๋าผ้าต่างๆและเสื้อยืดเก๋ๆที่จะเขียนคำอย่าง “ผู้พิชิต 1864 โค้ง”, “ไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนมา” ฯลฯ ซึ่งก็เป็นของฝากยอดนิยมอย่างหนึ่ง เพราะมีขายอยู่หลายร้านมาก พวกเราแยกย้ายกันเดินจนเหนื่อย ได้ของฝากกันมาเต็มมือ อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ถนนคนเดินของที่นี่ตลาดจะวายก็ประมาณสามทุ่มกว่าๆเพราะนักท่องเที่ยวเริ่มกลับกันแล้ว พวกเราก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนกันแล้วเพราะเหนื่อยกันมาทั้งวัน ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวในแม่ฮ่องสอนอีกหลายแห่งที่เรายังไม่ได้ไปเยือนกัน แต่ได้ไปไหว้ “พระธาตุดอยกองมู” สัญลักษณ์ของเมืองนี้ก็ถือว่ามาถึงแล้วล่ะ พรุ่งนี้เราก็ต้องกลับกันแล้ว ไว้มีเวลาคงต้องกลับมาแก้ตัวเที่ยวเล่นที่นี่อีกสักครั้งกับเมืองในหมอกแห่งนี้


by : หมวยเล็ก
Copyright © 2007 www.amnottired.com ไม่สงวนลิขลิทธิ์ภาพถ่ายและบทความเพื่อนำไปส่งเสริมการท่องเที่ยว web tracker